Search this page
Module 2

The Writing Process
กระบวนการเขียน

นักเขียนที่ประสบความสำเร็จมักดำเนินตามขั้นตอนการเขียนที่เป็นระบบกล่าวคือ เริ่มด้วยการค้นหาหัวข้อเรื่องที่ต้องการเขียน จากนั้นจึงรวบรวมข้อมูลที่จำเป็นต้องใช้ กำหนดใจความหลักของเรื่องหรือสิ่งที่ต้องการสื่อให้ผู้อ่านทราบ แล้วจึงลงมือวางโครงร่าง หลังจากนั้นก็ลงมือร่างงานเขียน อ่านทบทวนและตรวจแก้ไขข้อผิดพลาดหรือบกพร่อง และเขียนร่างสุดท้าย ขั้นตอนที่สำคัญของการเขียนเรียงความ คือ ก่อนลงมือเขียน ซึ่งเป็นการรวบรวมความคิดและวางโครงร่าง และการร่างและทบทวน ซึ่งถือเป็นการถ่ายทอดความคิดลงสู่หน้ากระดาษ ช่วยให้ผู้เขียนมองเห็นข้อบกพร่องได้ชัดเจนขึ้น และเปิดโอกาสให้แก้ไขปรับปรุงก่อนที่จะเป็นร่างสุดท้าย
นักเขียนที่ดีจะดำเนินตามขั้นตอนการเขียน ซึ่งอาจแบ่งออกได้ดังนี้

1. ก่อนลงมือเขียน (Prewriting)
    - ค้นหาหัวข้อเรื่อง
    - รวบรวมข้อมูล
    - ค้นคิดใจความหลัก
    - เตรียมการเขียนหรือวางโครงร่าง
2. การร่างงานเขียน (Drafting)
3. การปรับปรุงร่างงานเขียน (Revising)
4. การบรรณาธิกร/พิสูจน์อักษร (Editing/Proofreading)
5. การเขียนร่างสุดท้าย (Writing the Final Draft)
นักเขียนที่ประสบความสำเร็จบางรายอาจต้องเขียนถึง 6-7 ร่าง บางรายเพียง 2-3 ร่าง และบางรายทั้งร่างและปรับปรุงไปพร้อมกัน ไม่ว่าจะเป็นกรณีใดก็ตาม นักเขียนเหล่านี้ผ่านขั้นตอนทั้งหลายที่กล่าวถึงข้างต้นด้วยกันทั้งนั้น

ก่อนลงมือเขียน (Prewriting)
     - ค้นหาหัวข้อเรื่อง
     - รวบรวมข้อมูล
     - ค้นคิดใจความหลัก
     - เตรียมการเขียนหรือวางโครงร่าง
การร่างงานเขียน (Drafting)
การปรับปรุงร่างงานเขียน (Revising)
     - การบรรณาธิกร/พิสูจน์อักษร (Editing/Proofreading)
     - การเขียนร่างสุดท้าย (Writing the Final Draft)

 

ขั้นตอนที่ 1 ก่อนลงมือเขียน (Prewriting)


ในขั้นก่อนลงมือเขียน ผู้เขียนจำเป็นต้องดำเนินการต่อไปนี้ (1) ค้นหาหัวข้อเรื่องที่จะเขียน (2) รวบรวมข้อมูล (3) พัฒนาใจความหลัก และ (4) การเขียนโครงร่าง

1. การค้นหาหัวข้อเรื่องที่จะเขียน สามารถกระทำได้หลายขั้นตอนดังต่อไปนี้

1.1 การระดมสมอง (brainstorming) หมายถึง การเขียนคำหรือกลุ่มคำต่าง ๆ ที่ผุดขึ้นมาในสมอง เมื่อคิดถึงหัวข้อเรื่องใด ขอให้เขียนทุกสิ่งที่นึกถึงอย่างรวดเร็วโดยไม่ต้องหยุดคิด หากคิดว่าจะเขียนเกี่ยวกับหัวข้อใดหัวข้อหนึ่งที่สนใจ ก็จำเป็นต้องระดมสมองคำหรือกลุ่มคำต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องหรือสัมพันธ์กับแต่ละหัวข้อที่สนใจ เพื่อให้ตนเองพอทราบได้ว่า มีพื้นฐานความรู้หรือข้อมูลต่าง ๆ เพียงพอที่จะเขียนได้หรือไม่

 
Index: Module 4 Exercises
Exercise [1]

1.2 การจัดกลุ่ม (clustering) หมายถึง การจัดคำต่าง ๆ เข้าเป็นกลุ่ม ๆ โดยอาจใช้เส้นและวงกลมเพื่อจัดระเบียบและประเภทของความคิดและเพื่อแสดงว่าความคิดนั้น ๆ สัมพันธ์กันอย่างไร สมมติว่า จากหัวข้อ 3 หัวข้อที่ได้ระดมสมองคำต่าง ๆ ไว้ในแบบฝึกหัดที่ 1 นั้น     วันวิสาข์ตัดสินใจที่จะเลือกเขียนเกี่ยวกับ HIV/AIDS ด้วยเหตุผล 3 ประการคือ (1) เธอได้ระดมสมองเกี่ยวกับหัวข้อนี้ไว้หลายอย่าง (2) เธอมีความสนใจเกี่ยวกับหัวข้อนี้มากที่สุด และ (3) เธอคิดว่าสามารถจะหาข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนี้ได้มาก เมื่อตัดสินใจเลือกหัวข้อนี้แล้ว ก็ควรจัดกลุ่มคำต่าง ๆ เข้าด้วยกัน เพื่อให้เห็นประเด็นและความสัมพันธ์ของความคิดต่าง ๆ ได้ชัดเจนขึ้น

 
Index: Module 4 Exercises
Exercise [2]

1.3. การเขียนอย่างอิสระ (freewriting) เป็นวิธีที่ดีวิธีหนึ่งในการสำรวจและแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับหัวข้อเรื่อง การเขียนแบบนี้ก็เหมือนกับการระดมสมอง กล่าวคือ ให้เขียนทุกสิ่งทุกอย่างที่คิดได้ โดยไม่ต้องหยุด แต่ต้องเขียนเป็นประโยคเต็ม โดยไม่สนใจไวยากรณ์หรือตัวสะกด

วันวิสาข์ได้ความคิดเพิ่มขึ้น พร้อมกับคำต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับโรคเอดส์ในประเทศไทย อย่างไรก็ตาม วันวิสาข์ต้องการเขียนเรียงความแบบ argumentative ซึ่งหมายถึงว่า เธอจะต้องแสดงความคิดเห็นและพยายามจูงใจให้ผู้อ่านเห็นด้วยกับความคิดเห็นของเธอ เพียงแค่คำต่าง ๆ ที่เขียนไว้คงจะไม่พอ ลองดูการเขียนอย่างอิสระของวันวิสาข์ข้างล่างนี้ (ไวยากรณ์ของเธอได้รับการแก้ไขแล้ว)

ตัวอย่างการเขียนอย่างอิสระ...

2. การรวบรวมข้อมูลหรือการจดบันทึกข้อมูล (gathering information/taking notes) วันวิสาข์ไปห้องสมุดเพื่อหาข้อมูลเพิ่มเติม เธอได้พบเอกสารทั้งภาษาอังกฤษและภาษาไทย จึงได้จดบันทึกไว้เป็นภาษาอังกฤษ เนื่องจากจะต้องเขียนเรียงความเป็นภาษาอังกฤษ ต่อไปนี้เป็นบันทึกที่วันวิสาข์จดไว้

  • In 1995 (2538 B.E.) about 700,000-800,000 Thai people had HIV.
  • About 30% of the people with AIDS have died.
  • All kinds of people are becoming infected with HIV, not only drug users, gays, and prostitutes.
  • The amount of HIV infection is increasing.
  • HIV stands for human immunodeficiency virus.
  • If people have knowledge about AIDS, then they won’t be afraid to live with people with AIDS.
  • The education policy in primary school is to show that the result of AIDS is death.
  • When children see only pictures of very sick people and death, they will form a negative opinion of people with AIDS and maybe reject them.
  • People with AIDS often don’t look sick at all, and people with AIDS usually do not die suddenly.
  • If people with HIV eat healthy food, receive love and support from friends and family, and continue to work, they can live 12 years or even longer.

(From “Love, Peace, Life, and the People who get HIV.” Moh-Chao-Ban. Vol 200, December, 1995, pp.15-27).
วันวิสาข์ยังพบเอกสารอื่น ๆ อีก เช่น บทความในหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์และเดอะเนชั่น รวมทั้งนิตยสารทางวิทยาศาสตร์

3. การพัฒนาใจความหลัก (developing a main idea or thesis statement) นักเขียนส่วนใหญ่มักจะเขียน thesis statement ก่อนเริ่มลงมือเขียนร่างที่หนึ่ง เหตุที่ thesis statement เป็นสิ่งสำคัญ นักเขียนจึงมักเปลี่ยนแปลงและเขียนใหม่อยู่หลายครั้ง จึงเป็นเรื่องธรรมดาที่อาจมีการแก้ไขปรับปรุง thesis statement ทุก ๆ ขั้นตอนของการเขียน ขอให้พึงระลึกไว้ว่า จุดมุ่งหมายของ thesis statement ก็คือ

- แสดงใจความหลัก
- กล่าวถึงหัวข้อย่อย
- อาจระบุการจัดระเบียบหรือลำดับเนื้อหาของเรียงความทั้งเรื่อง

หลังจากรวบรวมข้อมูล ไตร่ตรอง และอภิปรายเกี่ยวกับหัวข้อเรื่องที่จะเขียนกับเพื่อนร่วมชั้นแล้ว
วันวิสาข์ก็เขียนใจความหลักหรือความคิดเห็นที่เธอต้องการจะเสนอ

4. การเขียนโครงร่าง (Outlining) เป็นอีกกิจกรรมหนึ่งที่สำคัญก่อนลงมือเขียน เพราะช่วยให้ผู้เขียนจัดลำดับความคิด และวางโครงร่างของเนื้อหาที่จะเขียนได้ชัดเจนและเป็นระบบมากขึ้น

 
Index: Module 4 Exercises
Exercise [3] [4] [5]

^Top


ขั้นตอนที่ 2 การร่างงานเขียน (Drafting)

ในการร่างงานเขียน ผู้เขียนควรให้ความสำคัญกับสาระที่ต้องการนำเสนอมากที่สุด ในขั้นตอนนี้ยังไม่ควรกังวลเกี่ยวกับการเขียนให้สละสลวยและถูกต้องตามหลักไวยากรณ์มากจนเกินไปนัก เพราะอาจเป็นอุปสรรคต่อการนำเสนอความคิดและสาระได้ มีความเชื่อกันว่า การเขียนคือการเขียนแล้วเขียนใหม่อีก (writing is rewriting) จึงไม่ผิดแปลกอะไรหากงานเขียนร่างในขั้นตอนนี้ยังไม่สมบูรณ์ ไม่สละสลวย และอาจยังมีข้อผิดพลาดอยู่หลายประการ
ร่างแรก ๆ ของเรียงความอาจจะยังไม่สมบูรณ์แบบ แต่นับเป็นการฝึกฝนที่ดีประการหนึ่ง ประโยชน์ของการร่างงานเขียนมีหลายประการดังนี้

1. ผู้เขียนสามารถ “เห็น” ความคิดที่ถ่ายทอดลงบนหน้ากระดาษได้ชัดเจนกว่า
2. ผู้เขียนสามารถให้ผู้อื่นอ่านร่างงานเขียนของตนเองและวิจารณ์ได้
3. ผู้เขียนเปิดโอกาสให้ตนเองได้ปรับปรุงร่างงานเขียนก่อนที่จะเขียนร่างสุดท้าย ทั้งด้านเนื้อหาสาระ ภาษา และลีลาการเขียน

^Top


ขั้นตอนที่ 3 การปรับปรุงร่างงานเขียน (Revising)

หลังจากร่างงานเขียนแต่ละส่วนเสร็จเรียบร้อยแล้ว ทั้งบทนำ เนื้อหา และบทสรุป ผู้เขียนควรทบทวนและตรวจสอบ และปรับปรุงงานเขียนแต่ละส่วนของตนอีกครั้งทั้งด้านเนื้อหาสาระ ภาษา และลีลาการเขียน การดำเนินการในขั้นตอนนี้จึงมักรวมถึงการบรรณาธิกร/พิสูจน์อักษร (editing/proofreading) และการเขียนร่างสุดท้าย (writing the final draft) ด้วย ทั้งนี้อาจใช้แบบรายการตรวจสอบต่อไปนี้เป็นแนวทาง

ผู้เขียนงานเขียนภาษาอังกฤษบางคนอาจมีความรู้สึกว่า การแก้ไขข้อผิดพลาดทางไวยากรณ์เป็นหน้าที่ของผู้อื่น เช่น เจ้าของภาษา ครูผู้สอน หรือผู้ที่มีความสามารถด้านภาษาอังกฤษ แต่ความจริงแล้วความสามารถในการตรวจแก้ไวยากรณ์ของตนเอง (editing your own grammar) เป็นทักษะการเขียนที่สำคัญมากประการหนึ่ง เพราะการพึ่งพาเจ้าของภาษา ครู หรือผู้อื่นให้ตรวจแก้ข้อผิดพลาดทางไวยากรณ์ให้อาจทำไม่ได้เสมอไป ผู้เขียนจึงควรต้องเรียนรู้ที่จะหาข้อผิดพลาดในงานเขียนและแก้ไขด้วยตนเอง ทักษะดังกล่าวจำเป็นต้องอาศัย 1) ความเข้าใจเรื่องไวยากรณ์ภาษาอังกฤษเป็นอย่างดี และ 2) เวลาและการฝึกฝน การหาโอกาสอ่านภาษาอังกฤษให้มากก็มีส่วนช่วยให้ตระหนักได้ว่า ประโยคถูกต้องตามไวยากรณ์หรือไม่

 
Index: Module 4 Exercises
Exercise [6] [7] [8]

^Top

Copyright © 2003-2005 STOU Sukhothai Thammathirat Open University. All rights reserved.