Search this page
Module 6
The Mechanics of Writing
กลวิธีในการเขียน

เมื่อเขียนภาษาอังกฤษไม่ว่าจะมีจุดมุ่งหมายอะไรก็ตาม สิ่งที่สำคัญอันเป็นรากฐานคือกลไกในการเขียนซึ่งภาษาอังกฤษเรียกว่า Mechanics of Writing อันได้แก่ การใช้คำเชื่อมเพื่อที่ประโยคและย่อหน้าต่าง ๆ จะต่อเนื่องกันอย่างราบรื่น การใช้หลักไวยากรณ์เพื่อที่จะเขียนประโยคที่กะทัดรัด การใช้เครื่องหมายวรรคตอนเพื่อที่จะช่วยจัดข้อความให้อยู่ในลักษณะที่เหมาะสม ตลอดจนการใช้หลักในการสะกดและการใช้อักษรใหญ่เพื่อช่วยให้คำแต่ละคำ ซึ่งเป็นองค์ประกอบส่วนย่อยของโครงสร้างของข้อความนั้น สื่อความหมายได้ดีและชัดเจนขึ้น

บทนี้เน้นกลไกเหล่านี้เพื่อปูพื้นให้มั่นคง และเตรียมตัวให้นักศึกษาสามารถเขียนภาษาอังกฤษประเภทต่าง ๆ โดยได้พยายามรวบรวมหลักต่าง ๆ ไว้ในที่เดียวกัน เพื่อความสะดวกในการทบทวน สิ่งสำคัญที่ควรสังเกตคือ ควรจะถือว่ากฎและหลักที่จะนำเสนอนี้เป็นสิ่งที่ช่วยให้เขียนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะเมื่อสามารถใช้หลักนี้ได้ ก็จะสามารถมุ่งความสนใจไปที่การรวบรวมข้อคิดเห็นและการใช้ถ้อยคำที่เหมาะสมโดยไม่ต้องพะวักพะวนกับเรื่องกลไกนี้ และในไม่ช้าก็จะสามารถใช้หลักนี้ได้โดยอัตโนมัติ ซึ่งจะทำให้เขียนได้เร็วขึ้น และมีคุณภาพสูงขึ้นด้วย

Discourse Markers (คำเชื่อมความ)

ชนิดของคำเชื่อมความ
คำเชื่อมสามารถแบ่งออกเป็น 6 ประเภท ได้แก่ 1. pronouns 2. demonstrative adjective + noun 3. synonyms 4. repetition of words 5. transitions for spatial development และ 6. transitions for expository development นอกจากคำเชื่อมต่าง ๆ ทั้ง 6 ประเภทแล้ว ยังมีการเชื่อมความระหว่างย่อหน้า (end link) อีกด้วย

 
Index: Module 4 Exercises
Exercise [1-4] [5] [6] [7]
Punctuations (ความหมายวรรคตอน)
การใช้เครื่องหมายวรรรคตอนที่ถูกต้อง ช่วยจัดข้อความให้อยู่ในลักษณะที่เหมาะสม อันจะทำให้สื่อความหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ในภาษาอังกฤษมีกฎเฉพาะสำหรับการใช้เครื่องหมายวรรคตอนแต่ละประเภท
 
Index: Module 4 Exercises
Exercise [1] [2]
Capitalization and Spelling (การใช้ตัวอักษรใหญ่และการสะกด)

เมื่อเขียนคำนามประเภทที่เป็นชื่อเฉพาะจะต้องขึ้นต้นคำนั้น ๆ ด้วยอักษรใหญ่ คำนามที่เป็นชื่อเฉพาะในภาษาอังกฤษแบ่งออกเป็นหลายประเภท ในการสะกดคำในภาษาอังกฤษ มีกฎที่จะช่วยสะกดคำต่าง ๆ ได้อย่างถูกต้อง

Capitalization (การใช้ตัวอักษรใหญ่)

คำที่ขึ้นต้นประโยคและคำนามประเภทที่เป็นชื่อเฉพาะ (proper noun) จะต้องขึ้นต้นคำนั้น ๆ ด้วยอักษรใหญ่ คำนามที่เป็นชื่อเฉพาะสามารถจำแนกเป็นประเภทต่าง ๆ ดังต่อไปนี้คือ

Spelling (การสะกด)

ถึงแม้ว่าการสะกดอย่างถูกต้องมิได้แสดงความฉลาดหรือความสามารถในการเขียนก็ตาม แต่ในขณะเดียวกันถ้าข้อความที่เขียนนั้นเต็มไปด้วยความผิดพลาดในการสะกด ผู้อ่านคงสรุปเอาว่าผู้เขียนไม่มีความรู้ หรือมิฉะนั้นก็เป็นคนเลินเล่อ ทำให้ผู้อ่านไม่เอาใจใส่กับสาระของเรื่องอย่างเต็มที่ ดังนั้นคงนับได้ว่าถ้าสามารถปรับปรุงทักษะการสะกดคงช่วยให้เขียนได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

ในบางกรณีการสะกดศัพท์และการออกเสียงของศัพท์ในภาษาอังกฤษไม่สอดคล้องกัน ปัญหาดังกล่าวเกิดขึ้นเพราะการสะกดคำส่วนใหญ่ (ยกเว้นรายละเอียดปลีกย่อย) มิได้เปลี่ยนแปลงตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 15 ซึ่งเป็นสมัยที่นำการพิมพ์มาใช้ในประเทศอังกฤษ แต่การออกเสียงของภาษาอังกฤษเปลี่ยนแปลงเรื่อยมาตลอดหลายศตวรรษที่ผ่านมานี้ จนกระทั่งในปัจจุบันนี้สระเสียงเดียวกันอาจสะกดหลายวิธีเช่น go, grow, toe, though และเสียงสระที่ต่างกันอาจสะกดเหมือนกันเช่น good, food, blood

ถึงแม้ว่าการสะกดคำในภาษาอังกฤษค่อนข้างจะซับซ้อนและบางครั้งจะต้องอาศัยความจำเท่านั้น แต่ในขณะเดียวกันมีหลักหรือกฎที่ใช้โดยทั่วไปห้าประการ ถ้านักศึกษาทำความเคยชินกับกฎทั้งห้านี้ก็จะทำให้สะกดคำหลายคำในภาษาอังกฤษได้อย่างถูกต้อง
ดูคำอธิบายกฎและตัวอย่างประกอบ...

 
Index: Module 4 Exercises
Exercise [1] [2] [2.1] [2.2]


Copyright © 2003-2005 STOU Sukhothai Thammathirat Open University. All rights reserved.